Archive for the ‘คิด’ Category
ฝนไปไป
เขาได้ยินเสียงเด็กคนหนึ่งกำลังร้องไห้แข่งกับสายฝนด้านนอก
ฝนตกเป็นไปตามความหนาแน่น
แต่น้ำที่กำลังไหลนองหน้าคือความหนาแน่นที่แทนความรู้สึก
เด็กๆร้องเรียกถามอยู่ตลอดว่า เมื่อไหร่หล่ะ เมื่อไหร่หล่ะ
ที่หนูจะได้ยินเสียง หนูจะได้กลิ่น จะมองเห็นสิ่งๆนั้นอีกครั้ง
จะเริ่มเข้าฤดูหนาวแล้วสินะ…
ไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงดาวมานานเท่าไหร่แล้วน๊า…
เห็น – เข้าใจ – ทำ
โย้วๆ …..มีความสุขกับชีวิต
มั่นคง
วันนี้เป็นวันที่รู้สึกตัวและตอบตัวเองได้แล้ว
ว่ารักอะไรมากที่สุด …อยู่กับอะไรแล้วมีความสุข
มีคนบอกตอนเช้าว่า ทำอะไรก็ทำให้ดีที่สุด
เรารู้ตัวว่าเราต้องการอะไร เราก็ต้องมั่นคง
เราต้องมั่นคงกับความฝัน
รักนะ … สถาปนิก
ถ้า
ก็หลายอย่างอยู่
1.สำหรับวันเวลาที่ผ่านมาของการหางานทำ หลังจากเรียนจบ
หางานยากพอสมควร ..การสอบถามจากเพื่อนในห้อง
แต่ละคนมีไปสัมภาษณ์ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง
บางคนนัดวันเดียวกัน แต่คนละเวลาก็มี . .
แต่ผลก็คือ เงียบๆกันไปทั้งสองฝ่าย
ส่วนเราเองยอบรับว่าเงียบมากกว่า
เพราะไปสมัครแต่ละที่ทิ้งไว้เหมือนกัน
แต่ยังไม่มีที่ไหนที่เรียกสัมภาษณ์แบบจริงจัง
นอกจากมี สองถึงสาม แห่งที่คุยเลยหลังจากกรอกใบสมัครเสร็จ
เมื่อได้สอบถามจากเพื่อนๆ ที่ไปสัมภาษณ์ก็รู้สึกดีใจด้วย
แต่ก็ต้องกลับมานั่งพิจารณาตัวเองว่า ทำไมเราไม่โดนเรียกบ้าง
พอร์ทยังไม่ดีพอใช่ไหม ..?
หรือว่างานของเรายังไม่ตรงกับที่เค้าต้งอการ..?
หรือว่ากันไปตามโชคชะตา..ก็คงยังไม่ถึงเวลา…?
แต่มานั่งพิจารณาดู (ไม่รู้สิ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะ ..)
ไม่ว่าเราจะทำทีสีสหรือวิทยานิพนธ์อะไรก็มีผลกับเรื่องงานเหมือนกัน
หมายถึงลักษณะอาคารที่มีผลกับงาน
เรื่องสเปซ ความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ
ทางบริษัทคงดูโดยรวมๆ มากกว่า..
เพราะลองถามเพื่อนแต่ละคนที่โดนเรียกไปสัมภาษณ์ส่วนใหญ่
จะเป็นอาคารที่เป็นอาคารเดี่ยว ลักษณะ commercial เสียมากกว่า…
แถมยังทำ 3d ได้ขั้นเทพอีกด้วย
โดยส่วนตัวแล้ว 3d เป็นเรื่องของงูๆปลาๆ แต่ก็ไม่ได้แย่มาก
เพราะมีความคิดเห็นว่า 3d คือเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ช่วยเราในการออกแบบ
และ presentation ไม่ใช่ทั้งหมดของสถาปัตยกรรม (ความคิดเห็นส่วนตัวนะ)
แต่ถามว่าจำเป็นไหม … จำเป็นพอสมควรคะ ..
….. ตอนนี้ portfolio ได้แก้ไขให้เป็นลักษณะ เอสี่ ที่ดูงานง่ายขึ้น
ตามความคิดเห็นของเพื่อน … ซึ่งเราก็เห็นสมควรตามนั้น…
แก้เสร็จแล้ว ทีนี้ก็จะเริ่มสมัครเพิ่มไปอีก …
ความจริง ก็ยังไม่มั่นใจในตัวเองอยู่ดี ว่างานที่อยู่ใน portfolio มันดี
เพราะถ้าเกรดเฉลี่ยคือคะแนนวัดผล เกรดของเราเอง ก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควร
จะเป็นผลทำให้เราไม่มั่นใจในตัวเอง … แต่ในทุกๆครั้ง ที่ทำงาน
รู้สึกว่า มีความตั้งใจที่สูงมาก… สูงมากๆ สูงมากๆ คิดเยอะมากๆ
แต่เค้าเรียกว่า จบไม่สวย …
แต่ดูโดยรวมก็พอใจจ้า … ไม่ได้คิดมากกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
2. เมื่อมีเวลาว่าง ถึงว่างมาก
รู้สึกพอใจกับชีวิตที่ว่างๆมากเหมือนกัน
ถึงแม้จะมีอาการตึงมือทางด้านการเงิน
เพราะคงจะยากหน่อยถ้าจะขอเงินทางบ้านซื้อของที่ไม่จำเป็น
และไม่ได้มีผลกับเรื่องเรียน เหมือนเมื่อก่อน …. แต่ก็มีความสุขดี
อยู่กับตัวเองและให้เวลากับตัวหนังสือมาก
อ่านหนังสือมาก… พอสมควร จนบางทีคิดว่า เราติดไปซะแล้ว
ว่างมากๆก็ดี จะได้อ่านหนังสือ ฮ่าๆ
ความรู้สึกเวลาอ่าน เหมือนได้เติมความคิดอะไรใส่สมองเยอะดีคะ
ว่างมากเป็นเหตุ…
สาเหตุจากการอ่านหนังสืออีกเช่นกัน
ทำให้มีความสนใจทางด้านทัศนศิลป์ขึ้นมา…
เริ่มค้นหางานศิลปะต่างๆ
ทุกๆคนคงรู้จักกันดีกับงานของ Yoshitomo Nara
ซึ่งเห็นหลายๆคนชอบๆ แฟนๆกระขายอยู่ทั่วโลก
ตัวเองก็แอบเป็นแฟนคลับด้วยเช่นกัน …
ความรู้สึกส่วนตัว เหมือนมีคำว่า Less is More ปรากฏอยู่ในภาพ
หรือสะท้อนความสงบนิ่งในปรัชญาเซน ของชาวญี่ปุ่น
ใบหน้าแต่ละใบหน้าใช้เส้นที่น้อยชิ้น ไม่ฟุ่มเฟือย โทนสีที่เรียบง่าย
แต่สื่อความหมายและความรู้สึกได้ดี ..
เมื่อรู้จักงานของชาวต่างชาติแล้ว ..
ก็เริ่มจะค้นหางานของคนไทย
อ่านหนังสืออีกเช่นกันคะ
นั่นคือ มล.จิราธร จิระประวัติ ศิลปินและดีไซเนอร์
ลักษณะลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์และดูสดใสไปอีกแบบ …
ชื่นชอบเหมือนกันคะ …
เป็นต้นเหตุให้วันนี้..
วันนี้เดินไปหา อ.โต (ขอเรียกโดยความนับถือ)
ไปที่ร้าน Chiratorn ถ.วิทยุ
แต่ไม่พบใครนอกจากคุณพี่ผู้หญิง
เลยสอบถามข้อมูล โน่น นี่
สรุปแล้ว ค่าเรียน ชม.ละ 250 บาท
(ปุ้มนั่งหารเอง ฮ่าๆ)
ก็เป็นราคาปกติของการเรียนแบบตามสถาบันต่างๆ
ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา ว่ายังไงดี
ดูเงินเก็บในกระเป๋าสตางค์ด้วย
ตอบโจทย์ให้กับตัวเองในหลายๆเรื่องด้วย
ที่อยากเรียนเพราะ อยากวาดรูป ไม่มีอะไรเลย ..
ขอแค่มีความสุข … ก็พอใจแล้ว
แต่ถ้าจะเอาคำตอบนี้ไม่ตอบกับพ่อแม่คงไม่ได้แน่ๆ
พ่อคงตาแดงก่ำ ว่าแกไม่คิดถึงความมั่นคงเลยหรือไง …
เพราะทุกวันนี้ก็โดนกรอกหูให้ทำงานรัฐบาลอยู่เป็นประจำ
พ่อจ๋า..จริงๆคิดไว้ว่า อยากเรียนต่อศิลปกรรม (fine art)
อาจจะดูเบี่ยงเบนไปสักนิด แต่ก็คิดว่าที่อยากเรียน เพราะอยากเรียน
อยากได้ความรู้จริงๆ และคิดว่า เอาหน่าหางานได้อยู่แล้ว …
คำตอบที่รองลงมา ถ้าตอนนั้นเรียนจบปริญญาโทอีกครั้งแล้วยังหางานไม่ได้จะทำยังไง
จะตอบว่า .. จะยอมไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยให้แม่ภูมิใจ ฮ่าๆ
(ยอมรับความไม่มั่นคงในปัจจุบัน)
ยังไงก็จะลองหาลู่ทางดู
เพราะต้องทำ Portfolio สำหรับเรียนต่อเป็นงานเรขะศิลป์
จบข่าว เล่าเรื่อง ชีวิตว่างๆ คนหางานทำ … ( แอบยังไม่อยากทำงาน ฮ่าๆ )
ทุกอย่างในความคิดก็มีการเปลี่ยนแปลงเสมอ
มองรอบๆกาย คนบางคนคิดที่จะเป็นแบบนั้น แบบนี้มากมาย
บางคนลำบากกว่าเราก็มี แต่เค้าก็เลือกอะไรไม่ได้มากนัก
บางคนเลือกที่จะอยู่อย่างมีความสุขก็มีถมไป …
เราไม่อยากจะเครียดอีกแล้ว ..ถึงจะจริงกับเรื่องที่ทำตรงหน้า
แต่ก็พยายามจะไม่คิดอะไรมาก .. เพราะไม่อยากคิดมากอีก
ไม่ต้องคิดว่า อะไรคือสุข …….. มันสุขอ่ะ
3.จะย้ายแล้วนะ กลับไปอยู่บ้าน (เทพารักษ์)
คงไม่ค่อยได้เล่นอินเตอร์เนตบ่อยๆแบบนี้ …
แต่ก็ดี ..ตื่นเช้า ตอนเย็น ได้กินข้าวกับพ่อและแม่ทุกวัน
(ข้าวสวยร้อนๆ ผัดผักอร่อยๆ ต้มจืดกลมกล่อม)
แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว เกาะพ่อกับแม่ไปสักระยะ
เมื่อถึงเวลาอะไรที่ลงตัวมากกว่านี้ ….
ก็คงตัดสินใจอีกที ….
ดีใจจังที่จะได้อยู่บ้าน… ก็มันสุขอ่ะ ..^^
memo : ถ้าทำในสิ่งที่เรารักแล้วผลมันก็จะออกมาดีเสมอ ….
ทั้งหมดนี่มันเป็นเรื่องที่เราต้องตอบตัวเองให้ได้ และหาตัวเองให้เจอ ทำอะไรจะได้มั่นใจ และชัดเจนมากกว่านี้
กินปลาดิบกับกิมจิ
เพิ่งดูละครเรื่องนึงจบ
ความจริง ละครหรือซีรี่ของแดนกิมจิเรื่องนี้ได้ดูมาตั้งนานแล้ว
ตอนนั้นอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าสมองว่างเท่าตอนนี้
ตอนนี้เลยอ่านทุกบททุกตอนและเข้าใจความรู้สึกของทุกอนู
ของความรู้สึกดีๆ ที่ตัวละครต่างๆมีให้กัน
โดยส่วนตัวแล้วฉันมีความรู้สึกดีๆ และชื่นชอบละคร
ของดินแดนกิมจิ และดินแดนปลาดิบเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องราวที่ถูกผูกขึ้นมา… อาจจะสะกิดใจผู้ดูบ้าง
หรือไม่สะกิดใจเพราะไกลตัว หรือหลงไหลในรูปโฉมหน้าตา
ซึ่งโดยส่วนใหญ่ประกอบด้วยเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์
จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เพื่อนชวน แม่ชวน พ่อชวน คนใกล้ตัว
คนธรรมดาอย่างฉันก็ได้เสพและชื่นชอบไปแล้วสิ ….
เนื้อหาขอไม่กล่าวถึง และไม่ได้บอกกล่าวอะไร
แต่รู้สึกสงสัยในความคิดของมนุษย์แดนกิมจิ
ทำไมช่างโรแมนติกเช่นนี้
แต่ครั้งนี้ความโรแมนติกไม่ได้เกิดขึ้นหรือถูกนำมาเป็นวิธีสื่อรักในเชิงชู้สาว
แต่เป็ความโรแมนติกที่เติมเต็มชีวิตให้กับตัวละครทุกตัว ….
ตัวละครในเรื่องเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน
ตอนอายุยี่สิบปี ตกลงกันว่าจะเขียนจดหมายหาตัวเอง ตอนอายุสามสิบปี
โดยที่ให้เพื่อนอีกคนหนึ่งเก็บไว้ …
” สิบปีผ่านมาแล้วสินะ…..”
จนวันที่ครบปีใหม่
และทุกคนก็จะเข้าช่วงเวลาของอายุ 30 ปี
ทุกคนได้รับจดหมายของตัวเอง
ที่เล่าทั้งหมดคือ ความโรแมนติกของตัวละคร
ในเรื่องไม่ได้เฉลยอะไรไว้เลย
ว่าแต่ละคนเขียนถึงตัวเองว่าอย่าไร
ความฝัน ความหวัง ให้กำลังใจ หรือปลอบใจตัวเอง หรือเรื่องราวที่ยากจะคาดเดา ….
คนธรรมดาอย่างฉันก็กลับมานั่งคิดว่า ….
ห้าปีที่ผ่านมา …
ความคิดอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง….
ความคิดอะไรที่ยังไม่เปลี่ยน …
ความรู้สึกอะไรที่หายไป…
เสียดายอะไรรึเปล่า….
อะไรก็แล้วแต่…
ที่มันประกอบทำให้คนคนนี้เป็นคนแบบนี้
ก็ต้องยอมรับว่า รู้สึกดีทั้งนั้น .. ยังไม่มีอะไรที่เสียดาย
อะไรที่รอคอยและยังไม่สมหวัง ห็รู็สึกว่าต้องประคับประคอง
ยังไม่ได้รู้สึกแย่กับตัวเองเลย ภูมิใจเสียอีกที่มีวันนี้ ดีใจที่สุด
คิดอยู่เหมือนกันแฮะ ว่าจะจับปากกาเขียนจดหมายถึงตัวเองอีกสิบปีข้างหน้า
(ตอนแรกตั้งใจว่าจะห้าปี แต่รู้สึกว่ามันน้อยไป)
เขียนยากมาก
อนาคตที่ไม่แน่นอน …
เวลานี้คือปัจจุบัน …
ข้อความปนเป
มนุษย์ปลายแถว เพิ่งเริ่มต้น….
ใกล้เวลาที่ต้องกลับเข้าสู่ท่อไอเสียของเมืองขวาน
“ทำไมเมืองขวานถึงมีท่อไอเสียละค่ะ”
หรือว่า ด้ามขวานทำจากไม้ แล้วมีคนที่ประมาทเลินเล่อเอาไม้ขีดไฟไปจิ้มตรงนั้น
เขาคงไม่ได้ตั้งใจกระมัง หรือว่ามีความสะดวกสบายเข้าแลกกับด้ามจับของตนเอง
วันนี้มนุษย์ปลายแถวยืนนิ่งมองดูอยู่ใต้ละอองดาว
ความรู้สึกปิติในใจ ไม่เคยเห็นดวงดาวชัดเจนและมากมายขนาดนี้มาก่อน
ตรงโน่นก็กระพริบ.. ตรงนี้ก็กระพริบ..
ต่างแย่งชิงความโดดเด่นของสายตาทั้งสองข้าง (ตาไม่ได้ผิดปกตินะ)
ถ้าอยู่หน้าคอมพิวเตอร์การดูดวงดาวอาจจะต้องหมุน scroll mouse ให้ซูมเข้า ซูมออก
อาจจะไม่ได้รู้สึกประทับใจในภาพรวมของกลุ่มดวงดาวที่จับเส้นทางส่องแสงมาหามนุษย์โลก
มนุษย์ที่ได้แต่มองความสวยงาม ของจุดเล็กๆ บนฝืนกระดาษสีดำที่กว้างใหญ่
นั่งเงียบๆ ไม่อยากให้มีเสียงอะไรมารบกวน..
นอกจากเสียง symphony จากจิ้งหรีด เรไร ของพุ่มไม้ข้างบ้าน
วันนี้คุณพระจันทร์หลบอยู่หลังม่านปลดปล่อยให้ตัวละครอื่นๆ
ได้แสดงคุณค่า ความสวยงามให้โดดเด่นขึ้นมา..
ซึ่งในความเป็นจริง แตกต่างกันแค่ระยะทาง
กำลังหาจุดเริ่มต้น …. ของชีวิต
เด็กหญิงมีดี
เด็กหญิงมีดี
มีดีแค่อย่างเดียวในชีวิต มีสิ่งหนึ่งอยู่กับเด็กหญิงมีดี
เด็กหญิงมีดี
มีแค่สิ่งเดียวที่มีดีในชีวิต
แล้วเด็กหญิงมีดีจะทำได้ไหม
My favourite quote
” Be practical, follow the impossible” (E.C.Guevara)
” Press forward at all time “
” Do whatever you feel like doing now,
because tomorrow may never come “
” With God’s help,fortune may change & today’s loss
may be tomorrow’s gain “ (Don Quixote)
“Life is lived, not a pageant from which
we stand aside and observe”. ( Space and place, the perspective of experience – Yi-Fu Tuan)
”The more I see, the more I see there is to see” (John Sebastian)
”The main point is to be moved, to love, to hope, to tremble, to live.
To be a man first, then an artist!” ( Auguste Rodin, favourite French sculptor)
”Hope lies in dream, in imagination and in the courage of those
who dare to make dreams into reality” (medical pioneer Dr. Jonas Salk)
”You must be the first change you wish to see in the world” (Mahatma Gandhi).
” I heard splashing on the boat.
Her bare feet.
And sensed in our eyes.
The hungry dusk.
My heart swaying between her.
And the street, the road.
I don’t know where I found the strength.
To free myself from her eyes.
To slip from her arms.
She stayed, crying through rain and glass.
Clouded with grief and tears. She stayed, unable to cry.
Wait! I will come. Walking with you “
(Miguel Otero Silva – leftwinged Venezuelan poet & novelist – 1908
quoted from ” The Motorcycle Diaries “ )
” If you love something,
set it free… If it comes back, it’s yours. If it doesn’t, it never was “
” Give the world the best you can,
and the best will come back to you “
(Believe it is so because to live is to give)
………………………………………………………………………………………..
I will update again.
-pumtipa-
ตื่นมาจากความฝัน
บุพการีสรรค์สร้างก้อนเนื้อออกมาเป็นมนุษย์
ครุเคร้าด้วยสายน้ำสีแดง กลั่นออกมาเป็นสายใจ
สั่งสอนเลี้ยงเขาจวบจนเจริญเติบโต
เขานั่งมองดูร่างซึ่งขาดออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์
เป็นลมหมุนเวียนเข้าออก
สายน้ำสีแดงหยุดเคลื่อนไหว หล่อเลี้ยงเครื่องจักรกล
นอกจากความระลึกถึง เขาตระหนักว่า
นี่นะหรอ ร่างกาย สังขาร เสื้อผ้าเพียงแค่หนึ่งชุด
เนื้อหนังที่ซีดขาว …เครื่องจักรกลอันนี้เองหรอที่เราอยู่อาศัย
นี่มันแค่เครื่องจักรกลหนึ่งชิ้นเท่านั้น
แล้วสิ่งที่ผ่านมาคืออะไรเล่า
ทำไมคนรอบข้างถึงต้องเสียน้ำตามากมายถึงเพียงนี้
เราทำอะไรผิดกับเขารึเปล่า เขาถึงร้องไห้
หรือเขายึดติดกับความทรงจำนั้นๆมากเกินไป
หรือในความเป็นจริงแล้วเขาควรจะเสียน้ำตาให้กับวันเวลาดีๆที่ผ่านมา
เสียน้ำตาที่ในความรู้สึกดีๆ เหล่านั้น ที่ระลึกถึงอยู่ในใจ…
…………………………………………………………………………………
ศิลปะ แยกออกมาได้ชัดเจนว่า อะไรกันสำคัญและดีงาม
และอะไรกันที่ไร้นัยสำสำคัญและเลวทราม
…………………………………………………………………………………
หลงใหล สงบ
วันนี้ศึกษางานของสถาปนิกชาวศรีลังกา
Geoffrey Bawa …
รู้สึกซาบซึ้ง สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นดูทีท่าจะเป็นมิตรกับธรรมชาติ
และก็เกิดความรู้สึกที่ผุดขึ้นในใจว่า ” เราจะทำให้คนรอบข้างเรามีความสุข “
ซึ่งเป็นข้อความที่พูดง่าย การกระทำก็ง่าย ถ้าคิดจะทำจริงๆ
อะไรคงไม่สามารถที่จะมาขวางได้
รู้สึกหลงใหล และสงบ
ทั้งที่รอบตัวเราเต็มไปด้วย ความเจริญทางด้านวัตถุ
คุณค่าบางอย่างถูกวัดออกมาเป็นมูลค่าของเงินตรา
ต้นทุน ผลผลิต รายได้ กำไร แล้วคุณค่าที่แท้จริงอยู่ตรงไหน
หรือบางที่ คุณค่า อาจจะมีคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกับความรัก
ที่นักปรัชญาบางเล่มได้เขียนไว้ว่า
สิ่งที่ทำด้วยความรัก …. จะเข้ามาแทนที่ความดีและความชั่ว
แล้วมันคล้ายกันตรงไหนฟ่ะ ??


