หลายเรื่องที่ผ่านมาช่วงนี้บางทีก็รู้สีกดีบ้าง ไม่ดีบ้าง
เป็นเรื่องของคนธรรมดาในแต่ละวัน
ต่างคนต่างพบเจอในลักษณะที่แตกต่างกัน
เรารู้แค่เพียงว่า รู้ึสึกยังไง ดีหรือไม่ดี
เมื่อวานมีพี่ทีมงานใจดีในนิตยสารเล่มหนึ่งถามว่า
” ไม่เสียดายหรอ เรียนมาก็หนักเป็นสถาปนิก แล้วมาเลือกที่นี่..”
ก็ตอบกลับไปตามตรงว่า ” จริงๆก็ไม่ได้เสียดายคะ เพราะยังไงก็ยังเป็นสถาปนิกอยู่
(หมายถึงมีใบ กส. หนะคะ) วิชาความรู้มันคือสิ่งที่ติดตัว
จะพูดว่าเสียดายคงยังไม่ใช่ พูดว่าได้ลองทำก็ดีคะ
แต่คำว่า ลองทำนี่คือ จริงจังนะคะ ก็จริงจังในทุกๆเรื่อง
และการมาที่นี่ก็คือโอกาส … “
” ทำไมถึงมาสมัครทางด้านนี้ ..”
ก้ตอบไปตรงๆว่า … ” ชอบอ่านหนังสือคะ
อืม….ต้องยอมรับว่าตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีคะ ก็ได้พยายามลอง
สมัครไปหลายๆที่แต่เงียบมาก… (เงียบมากจริงๆ)
และก็บังเอิญเจอใน website เห็นว่าต้องการคนพอดี
คุณสมบัติก็คิดว่าทำได้ มีความสามารถ ..ก็ลองดู “
(ในความเป็นจริงอยากจะบอกไปว่า
อยู่ดีๆ ฉันก็นึกถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา …เคยเป็นแบบนั้นหรือเปล่า )
ถามโน่นนี่เรื่อยเปื่อยต่อไปอย่างเช่น
ตอนเรียนชอบทำอะไร ..ก็บอกไปว่า รีสอร์ท บ้าน
คำถามที่สุดแสนจะโดนใจเล่นเอา สับสน งงงวย จะตอบแบบในใจคิดก็หนะ
จริงจังมาก สุดท้ายก็ เระ เระ เระ เระ
เพราะคิดมากและตอบไม่ตรงคำถาม
ทีมงานใจดีเค้าถามว่า .. ” คิดว่าตัวเองเก่งไหมเป็นสถาปนิก ….”
ตอบอะไรไม่รู้ พูดจริงๆว่าจำไม่ได้เลย … งงมาก
แต่รู้ว่าใจตัวเองมีคำถามที่กวนๆ อยากถามกลับไปว่า
” แล้วเอาอะไรมาวัดว่าเก่ง ไม่เก่ง สวยไม่สวย ถูกใจไม่ถูกใจ “
การที่จะพูดออกไปตามความรู้สึกจริงๆ คงไม่ดีนัก..
รู้อย่างเดียวเจอคำถามนี้เป็นคำถามสุดท้ายที่ งงไปเลย ..
เป็นคุณจะตอบยังไงดีหละ .. ?
คำตอบตอนนั้นมีภาพในไขมันสมองซีกขวาที่จินตนาการว่า
ตัวชี้วัดตนเองว่าเก่งไม่เก่ง ดีไม่ดี สวยไม่สวย นั่นคือ ..การที่
ฉันได้เห็นเป็นครอบครัว ที่เห็นบ้านที่เราออกแบบแล้วเค้ายิ้มอย่างมีความสุข
ให้ครอบครัวนั้นรู้สึกว่า ใช่ นี่แหละบ้านในฝันของเรา
ให้ครอบครัวนั้นได้รู้สึกดีๆ กับสิ่งดีๆที่เราได้หยืบยื่นเสนอแนวความคิดออกไป
” รอยยิ้ม หรือ ความพึงพอใจตรงนั้นมากกว่าคะ ” ที่คือคำตอบที่แท้จริงอยู่ในใจ
เฮ้อ… นอกจากรู้สึกตัวได้ว่า ตอบไม่ตรงคำถามแล้ว ..
และเดินออกมาจากสถานที่นั้นอย่าง งง
(กูทำอะไรลงไปหว้า..)
ตอบตรงไปไหม .. ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเองเกินไปรึเปล่า
เฮ้อ…. สุดท้าย คิดมานานจนเปลี่ยนสถานที่พักใจแล้ว
ยังงงกับตัวเองอีก
โทรกลับไปหาทีมงานใจดีนั้นอีก …
ขอสายโทรศัพท์ถึงคุณพี่ที่ยิงเครื่องหมาย Question mark ปักลงอก
และก็บอกไป…
รบกวนคุณพี่หรือเปล่าคะ
ต้องขอโทษพี่นะคะ ที่รบกวน
พอดีหนูอยากจะบอกแค่เพียงว่า
” สรุปแล้วยังไงหนูก็อยากทำนะคะ “
คุณพี่ก็ตอบกลับมาว่า ” คะ ยังไงก็ขอให้โชคดีนะคะ ….”
มานั่งคิดต่ออีก กุทำอะไรลงไปอีกเนี่ย …
โอ๊ยจะบ้าตาย… เพ้อเจ้อที่สุด
กลับมาที่ห้องอีก ของในกระเป๋าหายไปหนึ่งชิ้น
เอาแล้วสิ … ดันลืมหนังสือรุ่นซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งใน portfolio ไว้ที่นั่นอีก
ฮือๆ…. อยากจะบ้าตาย…. ต้้องแบกหน้าตาละห้อยกลับไปรบกวนเค้าอีกใช่ไหมเนี่ย..
เฮ้อ… ทำตัวไดเพ้อเจ้อจริงๆ
แบบนี้เสมอเลย
วันไหนที่ตั้งใจมากๆจะเป็นวันธรรมดา เป็นขั้นเป็นตอน
วันไหนที่ตื่นสาย ไปช้า รู้สึกข้างในว่า โอ๊ยข ีเกียจนิดๆ
แต่ก็ต้องไป เพราะจะได้ไปเสียเวลาและโอกาส …
ดันจะต้องเจอประสบการณ์ในการพูดจาใช้เวลานาน
ซึ่งไม่ได้เตรียมตัว .. จะงงๆ …
วันนี้ผ่านมาแล้วเพิ่งทำใจได้คะ ก็รู้สึกดีที่อย่าน้อยก็ได้ทำได้บอก
ไม่ได้โกหก ทำร้ายความรู้สึกตัวเอง
ถ้ามองดีๆ จะรู้ว่า ตัวเองรู้สึกอย่างไร จากคำถามที่เค้าถามมา…
และผลกระทบที่มีต่อความรู้สึกข้างในจริงๆ
ใสๆ ไม่ได้ผ่านการคัดสรรค์หรือเตรียมตัว .. มีแต่ความรู้สึกที่แท้จริงๆ
บางทีก็ดูโง่เง่าและไม่ดีบ้างในสายตาคนอื่น
เพราะมันไม่ได้เกิดผลประโยชน์ที่ดีต่อตนเองเลย
ปุ้มก็รู้สึกคะ … ทำไมตอบคำถามได้โง่เง่าเช่นนี้
แต่วันนี้ก็รู้สึกดี… เพราะมันก็คือประสบการณ์ที่ดี
ขอบคุณนะคะ นิตยสารอะเดย์
ที่สำคัญ ถ้าได้ทำนี่ตลกสุดๆ .. พี่เค้าคงอยากได้คนที่มีใจรักด้านนี้มากกว่ามั้ง
คำว่า “ลอง” คงไม่ดีนะ.. อยากน้อยฉันก็ได้วิ่งเข้าหาโอกาสแล้วนี่หน่า
อย่าคิดมาก… อิอิ
แต่ ถ้าได้ก็ดี เพราะฉันก็อยากทำคะ เพราะชอบอ่านหนังสือ …





